A Street Cat Named Bob เส้นทางสู่แสงสว่าง

0
710

ลอนดอน

ท่ามกลางคลื่นมนุษย์ รถราที่มากมายในกรุงลอนดอน ริมถนนมีบทเพลงแฝงความเศร้าและเสียงกีตาร์แว่วดังอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายเหล่านั้น เป็นเสียงขับขานของ “เจมส์ โบเวน” หนุ่มผู้มีใบหน้าซีดเซียว ร่างกายซูบผอม ผมยาวกระเซอะกระเซิง ซึ่งเป็นนักดนตรีเร่ร่อนJames Bowen, author, with Bob the street cat

แม้เสียงของเจมส์ ไม่ได้แย่เกินไปนัก แถมคำร้องทำนองที่แต่งเอง ก็มีความหมายและไพเราะในระดับหนึ่ง แต่ทว่าภาพลักษณ์ภายนอก ทำให้ไม่มีใครอยากเดินเฉียดใกล้เขา ทำให้รายได้จากการร้องเพลงไม่พอยาไส้

หนังเล่าต่อเนื่องให้รู้จักเจมส์มากขึ้นอีก เมื่อเขาพบ “แบซ” เด็กหนุ่มเร่ร่อนริมทางอีกคน ที่สะกิดถามว่า “พอจะหา ‘ยา’ ได้หรือเปล่า?” ก่อนที่เจมส์จะเดินหนีไป พลางตอบว่าเขาเลิกแล้ว จึงสื่อความหมายให้ทราบว่า เจมส์เป็นคนติดยามาก่อน

แต่แล้วในคืนหนึ่งที่อากาศหนาวจนทรมาน แถมเศษเงินที่ได้จากการร้องเพลง ไม่พอซื้ออาหาร เป็นจังหวะเหมาะที่เจมส์ได้เจอแบซ ซึ่งกำลังนอนหลบหนาวอยู่ในรถยนต์ของคนที่ลืมล็อคประตูไว้ และแล้วเมื่อแบซมี “ของ” บางอย่าง หนุ่มนักดนตรีก็พ่ายแพ้แก่มันอีกครั้ง

1359452102-01-oเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อเจ้าของรถกลับมา พร้อมเรียกตำรวจให้มาจัดการพวกเร่ร่อน แบซพยายามปลุกเจมส์เท่าไหร่ก็ไม่ตื่น เรื่องราวตัดมาที่โรงพยาบาล เจมส์นอนสะลึมสะลืออยู่บนเตียง “วัล” แพทย์หญิงที่ดูแลโครงการผู้ป่วยติดยาเสพติด ได้อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้ชมรู้ว่า สาเหตุที่เจมส์เกิดภาวะช็อกปลุกไม่ตื่น เพราะเขาอยู่ในขั้นตอนบำบัด ดังนั้น หากเสพยาอื่นๆอีก จึงเกิดอาการที่ร่างกายได้รับยาเกินขนาด

ในสายตาของคุณหมอมากประสบการณ์ เธอมองว่า คนไข้รายนี้มีความแตกต่างจากคนอื่นที่เคยดูแล คือ เจมส์ยังพยายามมารับยาอย่างสม่ำเสมอ และแสดงออกถึงความต้องการที่จะเอาชนะใจตัวเองเพื่อเลิกยาให้ได้ ทำให้หมอวัลได้มอบโอกาสพิเศษให้เขาอีกครั้ง ด้วยการให้เจมส์พักอาศัยในอพาร์ตเมนท์เล็กๆแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นโควตาของผู้ป่วยที่ต้องการพักฟื้น หรืออยู่ในขั้นตอนการบำบัดเลิกยาเสพติด อย่างน้อยการให้เจมส์มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ก็น่าจะช่วยให้เขาห่างไกลจากสังคมข้างถนน ที่สุ่มเสี่ยงต่อการหวนกลับไปใช้ยา

เจมส์เริ่มต้นชีวิตใหม่ในอพาร์ตเมนท์เล็กๆ มีที่นอน มีน้ำอุ่น มีอาหารดีๆ และยังมี “แมวจร” ตัวอ้วนหิวโซตัวหนึ่ง ที่แอบปีนเข้ามาทางหน้าต่าง เพื่อกินอาหารเช้าบนโต๊ะ เจมส์ยอมให้เจ้าเหมียวอยู่ได้คืนหนึ่ง คิดว่าเดี๋ยวมันก็กลับไปหาเจ้าของเอง

วันต่อมาเจมส์ออกไปเล่นดนตรีตามปกติ และได้พบ “พ่อ” ซึ่งมีครอบครัวใหม่ และด้วยความไม่เอาไหนของลูกชาย ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ค่อนข้างห่างเหินกันไป แต่พ่อของเขาก็ยังรู้สึกเป็นห่วง ก่อนจากกันจึงให้เงินลูกชายไว้จำนวนหนึ่ง

เงินที่ได้มา มากพอที่จะประทังชีวิตหนุ่มนักดนตรีไปได้หลายวัน แต่เมื่อเขากลับมาอพาร์ตเมนต์ก็พบว่า เจ้าแมวอ้วนตัวเดิม นอนหงอยอยู่หน้าประตู เพราะโดนกัดเป็นแผล ถามคนแถวนั้น ก็ไม่มีใครรับเป็นเจ้าของแมว เจมส์จึงนำมันไปรักษา จนเงินที่ได้มาจากพ่อแทบหมด เขาตั้งชื่อมันว่า “บ๊อบ” และเจมส์ยังได้รับคำแนะนำจาก “เบ๊ตตี้” สาวอาร์ต นักศิลปะในอพาร์ตเมนต์เดียวกัน ในการดูแลเจ้าเหมียว ทำให้เจมส์มีเพื่อนใหม่ขึ้นมาอีกคน

หลังจากเจ้าเหมียวอาการดีขึ้น มันดูจะติดใจเจ้านายนักดนตรีเป็นพิเศษ เช้าวันหนึ่งมันเดินตามเขาไปจนถึงบนรถเมล์ เจมส์ไม่มีทางเลือก ต้องพามันไปร้องเพลงด้วย

ด้วยความที่เจ้าบ๊อบ เป็นแมวตัวลายหน้าตาน่ารัก แถมยังนั่งนิ่งๆ อยู่ข้างเจมส์ ขณะที่เขาร้องเพลง จึงกลายเป็นภาพที่แสนจะน่ารักน่าเอ็นดู ผู้คนเริ่มหยุดฟังเพลง และยืนดูความน่ารักของแมว ทำให้ในวันนั้นเจมส์ได้เงินมากมายจากการร้องเพลงเปิดหมวก

หลังจากนั้นเจมส์ก็กลายเป็นนักดนตรีหนุ่ม ผู้มีแมวเป็นสัญลักษณ์ เงินที่ได้ส่วนหนึ่งเอาไปซื้ออาหารแมว ขณะที่โครงการบำบัดการเลิกยาก็เป็นไปอย่างน่าพอใจ ความสัมพันธ์กับเบ๊ตตี้เพื่อนสาว ก็ดูจะเข้ากันได้ดี

จนกระทั่งจุดเปลี่ยนวันหนึ่งเกิดขึ้น เจมส์ออกไปร้องเพลงตามปกติ แต่มีเจ้าของสุนัขรายหนึ่ง เกิดความหมั่นไส้ เจมส์ ที่มีแมวและผู้คนให้ความสนใจ จึงไปก่อกวนให้สุนัขปัสสาวะใส่ ทำให้ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างไม่พอใจ เกิดการวิวาทกันชุลมุน ก่อนที่ตำรวจจะมา ซึ่งแม้ว่าเจมส์ไม่มีความผิด แต่เขาก็โดนสั่งไม่ให้เล่นดนตรีในที่สาธารณะระยะหนึ่ง

เจมส์จึงไปสมัครเป็นตัวแทนขายหนังสือพิมพ์แทบลอยด์ การที่หนุ่มนักขายมีแมวอ้วนเกาะอยู่บนไหล่ กลายเป็นที่สนใจของผู้คน บางคนซื้อหนังสือพิมพ์ เพื่อแลกกับการถ่ายรูปเจ้าบ๊อบ แต่ความเด่นดังเหล่านั้น ทำให้เพื่อนร่วมงานบางคนอิจฉา และมีเรื่องมีราวกันจนได้ เมื่อเจมส์เล่นดนตรีไม่ได้ ขายหนังสือพิมพ์ก็ไม่ได้ ไม่นานนัก เขาก็เริ่มกลับไปอยู่ในสภาพถังแตกอีกครั้ง

แบซมาดักรอเจมส์ เพื่อขอเงินไปซื้ออาหาร ด้วยความสงสาร เจมส์จึงแบ่งเงินให้ส่วนหนึ่ง และเขาก็พบว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด เพราะแบซนำเงินไปซื้อยา และเสพเกินขนาดจนเสียชีวิต

การจากไปของเพื่อนเก่า ตอกย้ำให้เจมส์มุ่งมั่นบำบัดอย่างเด็ดขาด จนกระทั่งเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย และในที่สุดเขาก็เอาชนะใจตนเอง ผ่านพ้นมันไปได้สำเร็จ

บอบ       หลังจากนั้นสิ่งดีๆก็เริ่มตามมา ความสัมพันธ์ระหว่างเจมส์กับพ่อกลับมาเหมือนเดิม เบ๊ตตี้ยอมรับและเข้าใจในสิ่งที่เจมส์เป็น หมอวัลดีใจที่ตัดสินใจเลือกช่วยคนไม่ผิด แต่สิ่งที่น่ายินดีที่สุด คือ ระหว่างที่เจมส์ออกไปร้องเพลงหรือขาย หนังสือพิมพ์กับเจ้าบ๊อบ เขาไม่รู้ว่าตนเองกับแมวอ้วน ได้กลายเป็นคู่หูที่เป็นขวัญใจคนในโลกออนไลน์มากมาย แถมยังเคยลงสกู๊ปข่าวแนววาไรตี้ด้วย ทำให้สำนักพิมพ์เข้ามาติดต่อ เพื่อนำเรื่องราวชีวิตของเขามาถ่ายทอดเป็นหนังสือ สร้างแรงบันดาลใจดีๆให้ผู้อื่น ที่ชื่อว่า “A Street Cat Named Bob”

ภาพยนตร์เรื่องนี้ สร้างจากชีวิตจริงของหนุ่มอังกฤษที่ชื่อ เจมส์ โบเวน ทุกคนที่ปรากฏในภาพยนตร์นั้นดัดแปลงมาจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง รวมทั้งเจ้าแมวบ๊อบ (ที่แสดงบทนี้ด้วยตัวมันเอง)

สิ่งแรกที่ผู้ชมรับรู้ได้จากพระเอกของเรื่อง โยงเข้ากับหลักพุทธศาสนาเรื่อง “บัวสี่เหล่า” ได้อย่างชัดเจน บัวสี่เหล่านั้นสื่อถึงบุคคล 4 จำพวก ประกอบด้วย

อุคคฏิตัญญู คนที่มีสติปัญญา หากได้รับฟังธรรมคำสอนก็รู้จริงเห็นแจ้งได้ทันที เสมือนบัวที่พ้นน้ำ

วิปจิตัญญู คล้ายกับกลุ่มแรก แต่ต้องฝึกฝนเพิ่มเติม และใช้เวลาอีกสักหน่อย ก็สามารถเข้าใจธรรมได้ในไม่ช้า เสมือนบัวที่ปริ่มน้ำ

เนยยะ กลุ่มคนที่มีสติปัญญาน้อย จำเป็นต้องได้รับการอบรม ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ และต้องพากเพียร ไม่ย่อท้อง่ายๆ แม้จะใช้เวลานาน แต่ก็ไม่หมดหวังที่จะโผล่พ้นน้ำได้ เสมือนบัวอยู่ใต้ผิวน้ำ

ปทปรมะ กลุ่มสุดท้ายที่ไร้ซึ่งสติปัญญา ดวงตามืดบอดในการมองเห็นธรรม สอนอย่างไรก็ไม่อาจเข้าใจ ซ้ำยังไร้ความเพียรพยายามที่จะหลุดพ้นไปจากสิ่งเลวร้าย ไม่ต่างจากบัวที่อยู่ใต้โคลนตม

“ปทปรมะ” อาจเทียบได้กับแบซ เด็กหนุ่มที่เสพยาจนเสียชีวิต

ส่วนเจมส์น่าจะอยู่ในกลุ่ม “เนยยะ” ซึ่งเห็นได้ชัดว่า เขาเดินทางผิดไปเสพยา และทำผิดซ้ำอีก แต่ทว่าในความอ่อนแอ ก็มีความเข้มแข็งซ่อนอยู่ การได้รับโอกาสจากหมอวัล หรือกำลังใจจากพ่อ และเบ๊ตตี้ ก็เปรียบได้กับการได้ฟังธรรม หรือได้รับการชี้แนะแนวทางที่ถูกที่ควร และเมื่อเขาตัดสินใจมุ่งมั่นที่จะเลิกยาเสพติด ก็ใช้เวลาออกไปทำมาหากิน แบบหนักเอาเบาสู้

นอกจากนี้ หนึ่งในปัจจัยที่นำพาเจมส์ไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น ก็มาจาก “เมตตา” หนึ่งในพรหมวิหาร 4 หลักธรรมแห่งความรักในพุทธศาสนา ความเมตตาหมายถึงปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุขนั้น มิได้คับแคบเพียงแค่เพื่อนมนุษย์ หากรวมถึงสัตว์ร่วมโลกทุกชนิดอีกด้วย ซึ่งก็คือเจ้าบ๊อบ แมวหลงทางไร้บ้านนั่นเอง และสุดท้ายผลแห่งความเมตตาของเจมส์ ก็มีส่วนผลักดันให้บุคคลประเภท “เนยยะ” อย่างเขา สามารถโผล่พ้นน้ำไปพบกับแสงสว่างที่สดใสได้ในที่สุด

(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 195 มีนาคม 2560 โดย ชยวรรศ มานะศิริ)

Share Button