พม่า ๕ มหาบูชาสถาน

0
302

img_0482
เบญจมหาบูชาสถาน หรือ 5 มหาสถานศักดิ์สิทธิ์ในพม่า ทั้ง 5 สถานที่นั้น อยู่กันคนละเมือง เพราะฉะนั้นผู้ที่มีความประสงค์อยากจะแสวงบุญ เมื่อก้าวเข้ามาในพม่า ก็จะต้องเดินทางเพื่อไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 5 ยังเมืองต่างๆ  

ประกอบไปด้วย
1. พระมหาเจดีย์ชเวดากอง เมืองย่างกุ้ง
2. พระธาตุอินทร์แขวน ยอดเขาไจ้ถีไย
3. มหาเจดีย์ชเวซิกอง เมืองพุกาม
4. เจดีย์ชเวมอว์ดอว์ เมืองหงสาวดี
5. พระมหามัยมุนี เมืองมัณฑเลย์
Processed with Snapseed.


1. พระมหาเจดีย์ชเวดากอง
ชเว แปลว่า ทอง
ส่วนคำว่า ดากองเป็นชื่อเดิมของ
ย่างกุ้ง

ตามตำนานเล่าว่า พระมหาเจดีย์ชเวดากองสร้างขึ้นมาเมื่อประมาณ 2,500 ปีมาแล้ว ภายหลังจาก 2 พี่น้องพ่อค้าคือ ตปุสสะ และภัลลิกะ ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และพระองค์ทรงประทานพระเกศาธาตุมาให้ 8 เส้นด้วยกัน จึงมีการสร้างเจดีย์อิฐสูงประมาณ 9 เมตร ครอบเอาไว้ และมีการต่อเติมเรื่อยมา

มหาเจดีย์ชเวดากองสร้างในสมัยพระเจ้าออกกาลาปาบรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าจำนวนแปดเส้นที่สองพ่อค้าสองพี่น้องคือต้องอุตส่าห์และผลิกะเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าปวารณาตัวเป็นปฐมอุบาสกที่อินเดียแนะนำพระเกศาธาตุกลับมายังพม่าองค์เจดีย์เป็นทรงกลมแบบรถแข่งคว่ำเส้นรอบองค์เจดีย์ 433 เมตรตั้งอยู่ในเนินสูงที่สุด ในกรุงย่างกุ้งชื่อว่าเดินกุตรสูง 51 เมตรมีบริโภคเจดีย์บรรจุอัฐิของพระพุทธเจ้าในอดีตสามพระองค์คือกะกุสันทะโกนาคมและกัสสปะองค์ปัจจุบันคือสีแสดกระยะมุนี

ในสมัยของพระนางซินส่อปุ๊ ผู้สืบราชบัลลังก์ต่อจากพระเจ้าพะหยิ่นพยาจัน ได้เป็นผู้บูรณะครั้งใหญ่ จนทำให้รูปทรงของพระเจดีย์เปลี่ยนไปมาก แต่ก็ยังคงรักษาพื้นฐานศิลปะแบบมอญเอาไว้ได้อยู่

ต่อมาในสมัยพระเจ้าตะเบงชเวตี้ ก็โปรดให้เสริมยอดเจดีย์ด้วยทอง ส่วนพระเจ้าบุเรงนองก็ทรงเสริมพระเจดีย์ให้สูงขึ้นเป็น 90 เมตร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ย่อมสะท้อนถึงศรัทธาของชาวพม่า ตั้งแต่ระดับกษัตริย์จนถึงอาณาประชาราษฎร์ที่มีต่อพระมหาเจดีย์ชเวดากอง อันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุ สิ่งแทนองค์พระพุทธเจ้า ทั้งยังเป็นศูนย์รวมหรือที่พึ่งทางใจของชาวพม่าและผู้แสวงบุญจากทั่วโลกอีกด้วย

มหาเจดีย์โชว์เวดากองถือเป็นเครื่องพิสูจน์ศรัทธาของคนพม่าที่นับถือสูงสุดและต้องไปนมัสการให้ได้ครั้งหนึ่งในชีวิตเลยทีเดียวยิ่งเก่าใกล้มหาเจดีย์โชว์เวดากองรถบราเริ่มมากขึ้นผู้คนจากทั่วทุกสารทิศที่เดินทางมาบ้านก็ร้อนแรมกันมาเป็นแรมเดือนเพื่อตั้งจิตตั้งใจมานมัสการ พระมหาเจดีย์แห่งนี้บ้างก็นั่งสมาธิสวดมนต์กันอย่างตั้งใจบ้างก็สวดมนต์เวียนประทักษิณนาตั้งจิตอธิษฐานขอพร และสวดมนต์ทำบุญ ทรงน้ำพระประจำวันเกิดซึ่งกระจายตามจุดต่างๆโดยรอบพระมาหาเจดีย์ ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้บุญกุศลตามที่ตั้งใจเอา เอาไว้โดยเฉพาะช่วงกลางคืนที่จะมีผู้คนมาชุมนุมกันอย่างเนืองแน่นอาจจะเนื่องด้วยอากาศที่เย็นสบายกว่าตอนกลางวันและยามค่ำคืนของมหาเจดีย์โชว์เวดากองมหาเจดีย์ทองคำซึ่งเมื่อสะท้อนกับแสงไฟแล้วงดงามสุขไสวยิ่งนัก

มหาเจดีย์ชเวดากองเป็นที่ยอมรับกันว่ามีความสวยงามยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในโลกที่สุดในโลกหุ้มด้วยทองคำแผ่นบริสุทธิ์ถึง 9 ตันรวม 9272 แผ่นแต่ละแผ่นกว้างยาวหนึ่งตารางฟุตสูง 99 เมตรประดับด้วยอัญมณีล้ำค่าหลักหลายชนิดได้แก่เพชรจำนวน 5448 เม็ดทับทิมนิลไพลินและบุษราคัมจำนวน 2317 เม็ดปลาย ยอดเป็นชาติ 10 เมตรของพระเจดีย์ประดับด้วยเพชรขนาดใหญ่ 76 กะรัตซึ่งมีจุดที่ยืนและสามารถมองเห็นแสงประกายของเพชรในเวลากลางคืนได้ถึงเจ็ดสีแขวนประดับด้วยกระดิ่งทองคำ 1065 ใบกระดิ่งเงิน 420 ใบเวลาลมพัดได้ยินเสียงดังกังวาลไพเราะจากระยะไกลสร้างความเลื่อมใสศรัทธาได้เป็นอย่างมาก

 

2. พระธาตุอินทร์แขวนimg_0478

พระธาตุอินทร์แขวนอยู่ห่างจากกรุงย่างกุ้งไปประมาณ 160 กิโลเมตร โดยเดินทางผ่านเมืองวอ ข้ามแม่น้ำสโตง แม่น้ำแห่งตำนาน “พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง” ที่คนไทยรู้จักกันดีในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช นั่งรถไปจนถึงคิมปุนเบสแค้มป์ ริมเชิงเขาซึ่งมีลักษณะเป็นชุมชนชนบท จากนั้น นั่งรถบรรทุกขึ้นเขาไปอีกประมาณ 1 ชั่วโมงก็จะถึงที่บนพระธาตุอินทร์แขวน

บนยอดเขาแห่งเมืองไจ้โถ่ รัฐมอญ เป็นที่ตั้งของก้อนหินทองคำมหัศจรรย์ ซึ่งประดิษฐานองค์พระธาตุอยู่บนนั้น เชื่อกันว่าพระอินทร์มาแขวนไว้ จึงตั้งชื่อว่า พระธาตุอินทร์แขวน ทั้งยังเป็นพระธาตุประจำปีเกิด ปีจอ ที่คนเกิดปีนี้ต้องไปนมัสการให้ได้สักครั้งในชีวิต

พระธาตุอินทร์แขวนเป็นหินแกรนิตสูง 8.15 เมตรหนัก 611.5 ตัน ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชันหมิ่นเหม่เหมือนจะหล่น ส่วนเจดีย์ที่อยู่ด้านบนนั้นสูงประมาณ 10 เมตรหนัก 19.45 ตัน ที่น่าทึ่งก็คือบริเวณซึ่งก้อนหินสัมผัสกับหน้าผากินพื้นที่เพียง 0.714 ตารางเมตรท้าทายแรงดึงดูดของโลกอย่างเหลือเชื่อ ผู้คนต่างตื่นตาประหลาดใจมาช้านานว่าตั้งอยู่ได้อย่างไร ทำไมไม่ตกลงมา ถึงกับมีคนทดสอบด้วยการผลักอยู่เสมอ จึงนับว่ามีความงดงามแปลกตาโดดเด่นและแตกต่างที่สุดในบรรดาพระธาตุเจดีย์ต่างๆในโลกหากเป็นฝีมือของพระอินทร์ท่านก็ได้แสดงปาฏิหาริย์แล้ว แต่หากเป็นงานศิลปะก็เป็นประติมากรรมระดับโลก แต่หากเป็นฝีมือของมนุษย์ ก็ถือเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซ เฉกเช่นกับงานพุทธศิลป์งดงามอีกมากมายที่ไม่เคยจารึกนามเพราะได้อุทิศกายและใจแด่พุทธศาสนาไปแล้ว

ตลอดทั้งคืนที่นี่จะมีพุทธศาสนิกชนทั้งชาวพม่าและชาวต่างชาติรวมถึงชาวไทยพร้อมใจกันมา สักการะพระธาตุ และปิดทองที่ก้อนหิน รวมถึงการสวดมนตร์ที่เบื้องหน้าของพระธาตุอินทร์แขวน เพื่อความเป็นสิริมงคล เพราะการขึ้นเขามาไหว้พระธาตุอินทร์แขวนนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก ต้องมีศรัทธาอันแรงกล้า เสมือนเป็นการชำระล้างจิตใจให้เข้าถึงรสพระธรรม ชาวพม่าเชื่อว่าชีวิตหนึ่งต้องมาแสวงบุญที่พระธาตุอินทร์แขวนสามครั้งจึงจะสมปรารถนาที่ได้อธิษฐานไว้

การเดินทางไปท่องเที่ยว ท่องธรรมประจำปี 2559 นี้ นับเป็นกุศลที่ยิ่งใหญ่ครับ ที่เราจะได้ร่วมกันสวดมนต์เบื้องหน้าพระธาตุอินทร์แขวน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหามงคล วันเฉลิมพระชนม์พรรษา 5 ธันวาคม 2559 ครับ

แม้เวลาจะผ่านไปล่วงเลยค่ำมืดดึกดื่นเพียงใดก็ยังมีผู้แสวงบุญขึ้นมาบนพระธาตุอินทร์แขวนอย่างไม่ขาดสายท่ามกลางหมู่ดาวพร่างพราวแสงเสียงรักคาร์ลที่ดังกังวาลก้องไปทั่วขุนเขาบรรยากาศแห่งธรรมปกคลุมจนครึ้มครั้งแสงไฟสาดสององค์พระธาตุทองอรามท่ามกลางความมืดราวกับให้รับรู้ว่าในความมืดมิดย่อมมีหนทางยามใดที่อัพจนก็ยังมีพระธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ให้ชีวิตสว่างไสว

Processed with Snapseed.

3. มหาเจดีย์ชเวซิกอง

“ชเวซิกอง” 
“เจดีย์ที่ตั้งอยู่บนพื้นทราย”

มหาสถานแห่งต่อมาคือ มหาเจดีย์ชเวซิกอง ตั้งอยู่ที่เมืองพุกามหรือบากันเป็นเจดีย์ที่บรรจุพระทันตธาตุของพระพุทธเจ้า สร้างโดยพระเจ้าอโรรธามหาราชพระองค์แรก ผู้รวบรวมชนชาติพม่าเป็นปึกแผ่นได้เป็นครั้งแรกในอาณาจักรพุกามเมื่อ 900 ปีเศษมาแล้ว ภายหลังทรงยกทัพไปตีมอญที่อาณาจักรสุธรรมวดี ได้แล้วทรงกวาดต้อนชาวมอญ ตลอดจนช่างฝีมือ นักปราชญ์ และ ราชบัณฑิตมาที่เมืองพุกาม ทำให้พม่าได้รับอิทธิพลศิลปวัฒนธรรมจากมอญมาโดยไม่รู้ตัว และมีความเชื่อกันว่า พระเจดีย์ชเวซิกอง เป็นที่บรรจุพระธาตุสำคัญ 3 ส่วนไว้ด้วยกัน ก็คือ พระเขี้ยวแก้ว ที่กษัตริย์แห่งศรีลังกาได้นำมาถวาย พระธาตุกระดูกไหล่และพระนลาฎ ที่นำมาจากเมืองศรีเกษตร ใกล้กับเมืองแปรครับ

พระเจดีย์ชเวซิกอง เป็นต้นแบบเจดีย์ก่อตันของพม่า ตั้งอยู่บนพื้นทราย สร้างโดยพระเจ้าอนุรุทธมหาราช เจดีย์เป็นทรงระฆังคว่ำสูง 98 เมตรอยู่บนฐานสามชั้น มีบันไดขึ้นสี่ทิศรูปทรงคล้ายพีระมิด มุมประดับเจดีย์รายที่วางบนหม้อน้ำมนต์ แต่ละชั้นมีใบเสมาขนาดเล็กเรียงเป็นราวระเบียง ท้องไม้ของฐานประดับด้วยแผ่นดินเผาเคลือบสลักเรื่องชาดก 550 ชาติ องค์ระฆังมีลวดลายคาดตรงกลาง ตายสายคาดเป็นลายเฟื่องอุบะเหนือสายคาดเป็นรายกรวยเชิงสามเหลี่ยม หัวระฆังมีลายพวงอุบะสามเหลี่ยมห้อยลงมา เหนือองค์ระฆังเป็นปล้องไฉน ปัทมบาท ปลียอดและฉัตร องค์ระฆังหุ้มด้วยโลหะปิดด้วยทองคำเปลวซึ่งทรงอิทธิพลมายังเจดีย์ของล้านนาของไทยด้วย

ชาวพุทธในพม่าผูกพันกับเจดีย์มาตั้งแต่เด็กจนแก่ เมื่อครั้งหนุ่มสาวรักกันก็มาสักการะบูชาเจดีย์ เพราะเชื่อว่าการที่ได้พบกันย่อมเกิดจากกุศลแห่งความดีซึ่งทำร่วมกันตั้งแต่ชาติปางก่อน เมื่อเติบใหญ่ขึ้นเจดีย์ยังทำให้รู้สึกผ่อนคลายมั่นคง ปลอดภัย ครั้งถึงวัยชรา เจดีย์ก็คอยปลอบโยนให้เข้าใจชีวิตและอนิจจัง เจดีย์จึงเป็นศูนย์รวมจิตใจเป็นลานสำหรับจัดพิธีตักบาตรและเทศการต่างๆ เมื่อมีการบูรณะปฏิสังขรณ์หรือสร้างเจดีย์ใหม่ชาวพุทธก็จะร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อเป็นกุศลการไหว้เจดีย์ยังอาจช่วยลดลโลกโกรธหลงใครความเศร้าหมองบ้างก็ขอพรให้สมปรารถนา

พุกามมีโบราณสถาณต่างๆที่น่าไปชมถึง 42 แห่งเป็นเมืองที่มีอายุมากกว่า 1,155 ปีมาแล้ว สร้างก่อนกรุงสุโขทัยและได้รับสมญานามว่าเมืองแห่งเจดีย์ 4,000 องค์ ทำให้เราสามารถมองเห็นภาพของเมืองที่มียอดแหลมของเจดีย์เสียดแทงทะลุฟ้าขึ้นมาอย่างมากมายตระการตา แต่ปัจจุบันวัดโบราณในพุกามเป็นวัดร้างแทบทั้งสิ้นเพราะมีวัดมากกว่าพระ

สาเหตุที่ทำให้โบราณสถาณที่เมืองพุกามยังคงหลงเหลืออยู่มากมายกว่า 5,000 แห่ง จนถึงปัจจุบันนี้อาจจะเป็นเพราะเมืองพุกามตั้งอยู่ทางตอนกลางของพม่าในเขตแห้งแล้งฝนตกน้อย ทำให้มีน้ำไม่พอเพียงเลี้ยงพืชพันธ์ุขนาดใหญ่ เช่น ต้นโพธิ์ ต้นไทร ให้ก่อเกิดกับอิฐปูนได้ โบราณสถาณจึงไม่หักพังเพราะไม่มีต้นไม้ขึ้นมาเบียดเบียน และชาวพม่าเองที่ทุกวันนี้ถือคติว่าจะไม่ทำลายโบราณสถาณอย่างเคร่งครัดและอย่างหวงแหนไม่ให้ผู้อื่นมาทำลายด้วย เพราะเปรียบเสมือนตัวแทนของพระพุทธเจ้าและกฎหมายของรัฐบาลพม่าที่จริงจังและเข้มงวดกับการบุกรุกและการทำลายโบราณสถาน

สิ่งมหัศจรรย์ของพระเจดีย์ชเวซิกอง คือ ยอดพระเจดีย์และฉัตรไม่มีการเสริมเหล็ก ไม่มีเหล็กยึด เงาของพระเจดีย์ไม่เคยล้ำออกนอกฐานสี่เหลี่ยม หากล้ำออกมาจะถึงเป็นลางร้าย กระดาษห่อแผ่นทองคำเปลวยอดพระเจดีย์ไม่เคยปลิวออกนอกฐานพระเจดีย์ ส่วนภายในบริเวณพระเจดีย์รองรับผู้คนได้มากมายไม่เคยเต็มสามารถรับได้ไม่จำกัดจำนวน และแม้จะเช้าเพียงใดสามารถพบข้าวสวยร้อนๆ อยู่ในบาททุกวันอยู่เสมอ แม้จะตีกลองเสียงดังเพียงใดฝั่งตรงข้ามก็จะไม่ได้ยินเสียงกลองนั้น เช่นเดียวกับฝนที่ตกหนักเพียงใด น้ำก็ไม่เคยท่วมขังในเขตพระเจดีย์เลย ส่วนต้นพิกุลจะออกดอกส่งกลิ่นหอมตลอดปี และสุดท้าย แม้เจดีย์ตั้งอยู่บนพื้นราบแต่กลับมองดูแล้วเหมือนตั้งอยู่บนที่สูง นับเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ที่รอวันไปพิสูจน์ยิ่งนัก

พุกามกลายเป็นเมืองที่มีเสน่ห์และน่าไปเยือนยิ่งนัก และยังได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกซึ่งถือเป็นสมบัติอันล้ำค่าสมควรที่ชาวโลกทุกคนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของและจะต้องหวงแหนและช่วยกันทำนุบำรุงตลอดไป

Processed with Snapseed.

4. เจดีย์ชเวมอดอร์ 

เจดีย์เชวมอดอร์ หรือที่เรียกว่าเจดีย์มุเตา ใครที่เคยไปแถวเกาะเกร็ด คือวัดปรมัยยิกาวาส จะได้เห็นพระเจดีย์มุเตาซึ่งจำลองมาจากที่นี่ ซึ่งข้างบนนั้นเป็นทองคำเปลวครับคุณผู้ชม ฉัตรนั้นจะมี 5 ชั้น เพราะกษัตริย์ที่ยกนั่นเป็นกษัตริย์ผู้หญิงครับ และเราจะเห็นว่า แม้ว่าเวลาจะ่ผ่านไปนานเท่าไหร่ ก็จะเห็นว่าพี่น้องชาวพม่าที่นับถือพระพุทธศาสนาก็ยังคงจะมา ไม่ว่าจะเป็นวันธรรมดาหรือวันหยุดก็ตาม เพราะว่าที่นี่ไม่มีสิ่งเร้ามากมายครับ เวลาเกิดปัญหาขึ้น ทางการกดขี่ทางชนชั้นทางสังคมต่างๆ ก็มักจะเข้าวัดเพื่อให้วัดเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ

เจดีย์ชเวมอดอร์ ตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่ใจกลางเมืองหงสาวดี พระเจดีย์องค์นี้ถือว่ามีความโดดเด่นในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความเก่าแก่กว่า 2,000 ปี ภายในบรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า และที่สำคัญเจดีย์ชเวมอดอร์ ยังเคยพังทลายจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่มาแล้วถึง 4 ครั้ง ได้ทำให้ปลียอดของเจดีย์องค์นี้หักพังลงมา แต่ด้วยความศรัทธาที่ชาวเมืองหงสาวดี จึงร่วมกันสร้างเจดีย์ชเวมอดอร์ขึ้นมาใหม่ในปีพ.ศ.2497 ด้วยความสูงถึง 374 ฟุต จากตอนแรกที่สร้างไว้สูงเพียง 70 ฟุตเท่านั้น เจดีย์ชเวมอดอร์จึงนับว่าเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในพม่าครับ

บริเวณลานทิศเหนือ ของพระธาตุมุเตา ซึ่งเป็นจุดที่ชิ้นส่วนของเจดีย์พังถล่มลงมา กลายเป็นจุดอธิษฐานศักดิ์สิทธิ์ของชาวมอญพม่า เพื่อให้ชีวิตมั่นคงถาวร จุดศักดิ์สิทธิ์จุดนี้ได้มีการสร้างเจดีย์สีทองครอบไว้ด้านบน เราสังเกตเห็นวิธีสักการะพระธาตุมุเตาของชาวมอญพม่า ด้วยการยกมือขึ้นสักการะบูชา หรือแตะหน้าผากกับอิฐของพระธาตุมุเตาองค์เดิม อธิษฐานพร้อมกับวางมือทั้งสองข้างทาบที่องค์เจดีย์


5. พระมหามัยมุนี

พระมหามัยมุนี แปลว่า “มหาปราชญ์” การได้สักการะพระมหามัยมุนีเป็นเรื่องพิเศษ แต่การเข้าร่วมพิธีล้างพระพักตร์คือเรื่องวิเศษ

พระมหามัยมุนี หรือที่ชาวพม่าเรียกว่า “มหาเมียะมุนิ” และเชื่อว่าพระพุทธเจ้าได้ประทานลมหายใจเอาไว้ เป็นเหตุแห่งศรัทธาว่าท่านเป็นพระพุทธรูปมีชีวิต จึงมีพิธีศักดิ์สิทธิ์ล้างพระพักตร์ทุกรุ่งสางสืบเนื่องมานานกว่า 200 ปีแล้ว

ตามตำนานเล่าว่า พระเจ้าจันทสุริยะ กษัตริย์ของชาวยะไข่แห่งเมืองธัญญวดี ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในรัฐยะไข่ โปรดเกล้าให้สร้างพระมหามัยมุนี ขึ้นในปี พ.ศ.689 หรือเกือบสองพันปีมาแล้ว เหตุเพราะพระพุทธเจ้าเสด็จมาเข้าพระสุบินประทานพรแก่พระเจ้าจันทสุริยะ ให้สร้างพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้นเพื่อเชิดชูพุทธศาสนาให้รุ่งเรือง แต่เนื่องจากว่ามีขนาดใหญ่จีงต้องหล่อแยกเป็นชิ้นแล้วจีงนำมาประสานกันได้ สนิทจนไม่เห็นรอยต่อเป็นที่น่าอัศจรรย์ และมีความเชื่อกันว่าเป็นเช่นนี้เพราะพรของพระศาสดาที่ทรงประทานไว้ครับ
img_0481
เมื่อถึงเวลาตีสี่ท่ามกลางบรรยากาศที่ขรึมขลัง เสียงสวดมนต์และมโหรีบรรเลงก้องดังไปทั่ววัด เวลาต่อมาพระเถระและสัปปะบุรุษพรมน้ำหอมจากทะนาคาเพื่อล้างพระพักตร์ แปรงพระโอษฐ์ด้วยแปรงทองขนาดใหญ่ ผ้าขนหนูที่พุทธศาสนิกชนส่งขึ้นไปถวายค่อยๆ ซับพระพักตร์จนแห้งสนิทพัดทองโบกถวายเสมือนดั่งอุปัฏฐากแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพุทธศาสนิกชนรับผ้าซับพระพักตร์กลับมาด้วยแววตาอิ่
มเอิบเพื่อเตรียมนำไปสักการะบูชาที่บ้าน จากนั้นบุรุษทยอยขึ้นไปสักการะปิดทองที่องค์พระ ส่วนสตรีต้องฝากบุรุษขึ้นไปปิดแทนเนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปใกล้ ทองคำเปลวที่ปิดบนองค์พระด้วยศรัทธามาช้านานจนหนาหลายนิ้ว บัดนี้ได้กลายเป็นรอยนูนดูแปลกตา ทั้งยังทำให้องค์พระดูผิดส่วน เมื่อได้ขึ้นไปปิดทอง ก็คล้ายดั่งหยุดเวลา ได้ขึ้นสบพระพักตร์ที่งามพิเศษ สงบ เปี่ยมเมตตา สะกด บรรยากาศได้อย่างน่าประหลาดใจ นับเป็นช่วงเวลาที่ทำให้จิตนิ่งและเกิดปีติยิ่งนัก

พระมหามัยมุนีสร้างโดยพระเจ้าจันทสุริยะ พระเจ้าแผ่นดินแห่งรัฐยะไข่เมื่อครั้งยังเป็นรัฐอิสระ หล่อขึ้นที่เมืองธรรมวดีเมื่อปีพ.ศ.689 สูง 12 ฟุต 7 นิ้ว หุ้มด้วยทองคำเปลวหนาถึง 2 นิ้ว ทรงเครื่องประดับทอง ปางมารวิชัยหน้าตักกว้าง 9 ฟุต ประวัติการสร้าง หล่อขึ้นเป็นสามท่อนแต่สามารถประสานกับเนื้อทองต่อติดสนิทดีไม่มีร่องรอย เป็นที่น่าอัศจรรย์นัก เป็นพระพุทธรูปเหมือนจริง ซึ่งเชื่อกันว่าพระพุทธรูปเหมือนจริงที่สร้างขึ้นสมัยพระพุทธกาล นั้น มีทั้งหมดห้าองค์ นอกจากพระมหามัยมุนีแล้วมีอีกสององค์ประทับอยู่ที่อินเดียและอีกสององค์ประทับอยู่บนสวรรค์

องค์พระพุทธรูปมหามัยมุนี เห็นขัดชักเงาเป็นทองสำริดเฉพาะดวงพระพักตร์ นอกนั้นเห็นเป็นรอยนูนเอาปูนพอก ปิดทองคำเปลวเป็นริ้ว สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานไว้ในหนังสือเที่ยวเมืองพม่าว่า พระพุทธรูปคงชำรุดมากมาตั้งแต่ครั้งโบราณ มีการเลาะออกเป็นท่อนๆ เพื่อย้ายไปที่อื่นหลายครั้ง คงมีการบุบสลายด้วยประกอบกับซ่อมแซมหลายต่อ หลายครั้ง และได้แล้วละลายครั้งใหญ่เมื่อคราวไฟไหม้วัดยะไข่ทั้งหมดจึงต้องมีการบูรณะและปิดทองไว้จนหนา

นอกจากนี้วัดมหามุนียังเป็นที่เก็บรักษาศิลาจารึกโบราณจำนวนมาก เดิมจารึกเหล่านี้เป็นจารึกของพระเจ้าปดุงเอาไว้กำหนดเขตที่กัลปนา อุทิศเงินผลประโยชน์จากที่ดินสำหรับบำรุงรักษาวัด แต่เมื่อวัดมีมากขึ้นรัฐก็ได้ผลประโยชน์น้อยลงพระเจ้าปดุงจึงให้ถอนศิลาจารึกเดิมแล้วให้จารึกขึ้นใหม่เฉพาะบางวัดและให้ได้เงินแต่พอสมควร จารึกเหล่านี้เป็นหลักฐานที่สำคัญทางการศึกษามาก

Share Button