“คารวะ – ความเคารพ” โดย พระมหาบุญนำ อคฺคธมฺโม

0
324
การคารวะหรือการเคารพในทางพุทธศาสนามีความหมายถึงการเคารพในพระพุทธเจ้า พระธรรมและก็พระสงฆ์ หรือที่เราเรียกกันว่าไตรสิกขานั่นเอง สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือ การเคารพถึงความไม่ประมาทและการปฏิสันถาร ผู้ที่มีคารวะธรรมเหล่านี้ ย่อมเป็นผู้เจริญ เรียกว่าอยู่กันด้วยความเคารพ อยู่กันด้วยความรู้จักยกย่อง  อยู่กันด้วยความเอื้อเฟื้อ อยู่กันด้วยความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน นั่นเอง
unnamed-4
คารวะ-ความเคารพ

คารวะหรือคารวะตา พระพุทธเจ้าสอนไว้มี 6 ประการ

ประการที่ 1 เคารพในพระพุทธเจ้า ในพระศาสดาเราเป็นชาวพุทธถ้าเราไม่เคารพพระบิดาไม่เคารพในพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง เป็นผู้ค้นพบหลักธรรมคำสอน เราก็ไม่รู้ว่าจะเคารพใครแล้วในโลกนี้ถ้าเราไม่เคารพพระพุทธเจ้า ทีนี้การเคารพพระพุทธเจ้าทำอย่างไร ก็เคารพในคุณของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ามีคุณ  9 ประการ ยกตัวอย่างเช่น อรหัง เราจะเวลาจะไหว้พระสวดมนต์เราจะขึ้นต้นว่า อรหัง สัมมา สัมพุทโธ ภควา ตลอด งั้นเมื่อเราเปล่งวาจาได้ใจเราก็ต้องระลึกถึงพระพุทธเจ้าด้วยว่า พระองค์เป็นพระอรหันต์นะ คำว่าพระอรหันต์แปลว่า ผู้ห่างไกลจากกิเลส งั้นเราจะเคารพพระพุทธเจ้าเราจะต้องห่างไกลจากกิเลส เหมือนตัวอย่างที่พระพุทธเจ้าเป็น เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงกระทำ ถ้าเรายังอยู่ไกล้กับกิเลส ยังคลุกคลีอยู่กับกิเลส เราก็ยังไม่ชื่อว่า เคารพพระพุทธเจ้า

ประการที่ 2 เคารพในพระธรรม พระธรรมหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนานี่ การเคารพกระทำไม่ใช่ว่าเรายกมือไว้ในพระคัมภีร์ ไม่ใช่ไปกราบตู้พระไตรปิฏกนะ แต่ว่าให้เคารพหลักธรรม หลักธรรมเช่น ธรรมชาติ เคารพในธรรมชาติพระพุทธเจ้านี่ เคารพธรรมชาติ พระพุทธเจ้านี่รักธรรมชาติ พระองค์ตรัสรู้ในป่า ประสูติในป่า ศึกษาธรรมะในป่า แสดงธรรมในป่า ปรินิพพานในป่า ก็คืออยู่บนดินอยู่กับธรรมชาติทั้งหมดนั้นแสดงให้เห็นว่าพระพุทธเจ้านี่รักธรรมชาติ แต่เราไม่ค่อยรักในสิ่งที่พระพุทธเจ้ารักนะ อย่างวันนี้ รายการธรรมาภิวัตน์ก็มาถ่ายทำใต้ร่มไม้ นี่เห็นไหมอากาศดีไหม อากาศดี ลมพัดเย็นสบายร่มรื่นดี แล้วเรามานึกดูในยุคสมัยพระพุทธกาลจะร่มรื่นขนาดใหน ยามที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมในป่าไผ่ พระพุทธเจ้าแสดงธรรมในใต้ร่มไม้ แล้ว้มีภิกษุนั่งฟังมีอุบาสกอุบาสิกานั่งฟัง มันจะร่มรื่นขนาดใหน นี่คือพระธรรมคือธรรมชาติ พระธรรมคือธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่ เราเคารพธรรมะ เราก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้ดี ทำหน้าที่ให้ดี หน้าที่พ่อหน้าที่แม่ หน้าที่ลูกหน้าที่ครูบาอาจารย์ หน้าที่ศิษย์ หน้าที่พระเจ้าพระสงฆ์ หน้าที่ชาวพุทธ หน้าที่อุบาสกอุบาสิกานี่ นี่เรียกว่าเคารพพระธรรม

ประการที่ 3 เคารพพระสงฆ์ก็หมายความว่า พระภิกษุสงฆ์นี้เป็นตัวแทน แต่สงฆ์จริงๆก็สงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพระอริยสงฆ์ อย่างอาตมานี่เป็นพระภิกษุสงฆ์ บวชเข้าในพระพุทธศาสนาแล้วยังต้องฝึกต้องปฏิบัติจนกว่าจะเป็นพระสงฆ์ในพุทธศาสนา อย่างนี้เขาเรียกว่าภิกษุ พระภิกษุ ส่วนพระสงฆ์นั้นคือผู้ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ในบทสวดมนต์ สุปฏิปันโน ภควโต สาวะกะสังโฆ   สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าปฏิบัติดีแล้วเป็นต้น เพราะฉะนั้น ภิกษุก็ดี ภิกษุณีก็ดี อุบาสกก็ดี อุบาสิกาก็ดี เมื่อปฏิบัติดีปฏิบัติชอบย่อมเป็นสงฆ์ทั้งหมดแล เพราะฉะนั้นเด็กก็เป็นสงฆ์ได้ ผู้หญิงก็เป็นสงฆ์ได้ เพราะเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นต้น นี่เรียกว่าเคารพในพระสงฆ์ ไม่ติเตียน ไม่นินทา ไม่วิพากย์วิจารณ์เพราะเราไม่รู้ว่าพระภิกษุเหล่านั้นรูปใดมีคุณธรรมสูงส่ง ฉะนั้นช่วงนี้เราได้ยินข่าวคนวิพากย์วิจารณ์พระภิกษุกันมาก ก็ขอให้ชาวพุทธเราระมัดระวัง เพราะบางทีเราไปทำในสิ่งที่เราไม่รู้ กลายเป็นเราไปวิพากย์วิจารณ์พระที่มีคุณธรรม สุปฏิปันโน อุชุปฏิปันโน แล้วเราจะเป็นบาปเป็นโทษแก่ตัวเราเอง เพราะเราไม่รู้ว่ารูปใดเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

unnamed-2ประการที่ 4 เคารพในการศึกษา ความศึกษาเป็นการศึกษาเรียนรู้ ที่เห็นเอง รู้เอง จากตัวของเราเอง ยุคปัจจุบันมีสถานการศึกษา มีโรงเรียนมีมหาวิทยาลัยต่างๆ แล้วเดี่ยวนี้เป็นการศึกษาเรียกว่า ได้ทั่วโลกเป็นอิสระ อยู่ตรงใหนก็ศึกษาได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ขี้เกียจเสียอย่างให้ความเคารพทุกอย่างก็เป็นครูสอนเราหมดแหละ นี่เรานั่งใต้ร่มไม้ตรงนี้การศึกษาก็ให้เราได้ศึกษาแล้ว นี่ใบไม้หล่นมาหนึ่งใบ ร่วงลงมาสู่พื้นนี่ ก็สอนเราแล้วว่าชีวิตนี้วันหนึ่งก็ต้องร่วง วันหนึ่งก็ต้องโรย วันหนึ่งก็ต้องดับหลุดจากขั่ว ใบไม้หลุดจากขั่วร่วงลงสู่พื้นดินฉันใด ชีวิตมนุษย์ก็หลุดจากโลกนี้ไปได้เหมือนกันฉันนั้น นี่เป็นการศึกษาโดยวิธีธรรมชาติ คนสมัยก่อนศึกษา หนังสือนี่ เรียกว่าก่อนจะนอนไหว้หนังสือ กราบหนังสือ ไม่เดินข้ามหนังสือ จะอ่านหนังสือก็ยกมือไว้เสียก่อน เพื่อจะให้ความรู้เข้าสู่สมองเข้าสู่ตัว เดี่ยวนี้คนไม่ค่อยสนใจแล้ว ข้ามไปข้ามมาแล้ว ไม่ค่อยเคารพ ยุคโยมไม่ทราบทันหรือไม่นะ เวลาจะอ่านหนังสือที ก็ต้องไหว้หนังสือเพราะเป็นแหล่งวิชาความรู้ เดี่ยวนี้ความรู้เหล่านั้นไปอยู่ในไอแพด ไปอยู่ในไอโฟน นี่เป็นอย่างนั้น

ประการที่ 5 เคารพในความไม่ประมาท ความประมาทนี่เป็นสิ่งที่ทำให้คนพลาดพลั้ง เสียชีวิตได้ตายได้ เพราะฉะนั้นคนเราต้องอยู่ด้วยความไม่ประมาท ทุกย่างก้าง ทุกวิถีชีวิตต้องมีความไม่ประมาทเป็นพื้นฐานเลย ถ้าเราประมาทเมื่อไร ชีวิตเราพลาดทันที ขับรถประมาทชีวิตเราพลาด ดำเนินชีวิตประมาทเมื่อไร่ พลาดทันที เพราะฉะนั้นทำอะไรก็ค่อยๆเป็น ค่อยๆไป ค่อยๆระมัดระวัง ค่อยๆคิดค่อยๆทำ สโลแกนของสวนโมกข์ที่บอกว่า เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง นี่แหละลักษณะของผู้ที่ไม่ประมาท พระพุทธศาสนาก็สอนเรื่องความไม่ประมาท เช่นไม่ประมาทในวัย อย่าคิดว่าวัยหนุ่มไม่ตายนะ วัยหนุ่มก็ตายได้ ไม่ประมาทในความไม่เจ็บไข้ ไม่สบาย เจ็บไข้ได้ ตายได้ ประมาทในความไม่แก่ แก่ได้ ตายได้ ประมาทในการประพฤติปฏิบัติธรรม เพราะเห็นว่ายังหนุ่มยังไม่เป็นรัยแล้วค่อยปฏิบัติธรรม ค่อยเข้าวัดตอนแก่ บางทีมันสายเกินไปแล้วปฏิบัติไม่ทัน ทำความดีไม่ทันก็มีเยอะเลยที่เป็นข้อคิด เป็นตัวอย่างให้เราได้คิด

ประการที่ 6 ความเคารพในการปฏิสันถาร  อย่าลืมว่าการปฏิสันถาร การต้อนรับนี่ ไปที่ใหนก็ตาม เราก็จะรับความรู้สึกว่า ที่นี่เขาต้อนรับดีนะ ที่นี่เขาบริการดีนะ เป็นการผูกมัดจิตใจของเราไว้ด้วย ไปแล้วก็อยากไปอีก กลับมาแล้วก็ยังคิดถึง ก็ยังระลึกถึงอยู่ เพราะฉะนั้นเราต้องฝึกขึ้นมา ทำให้มีขึ้นมาในตัวในตนเรานี้ เรื่องสิ่งเหล่านี้สำคัญมาก เรื่องการปฏิสันถาร เรื่องการต้อนรับคน เพราะว่าได้ทั้งใจ ได้ทั้งความเอ็นดู ได้ทั้งความรู้สึกจากคนเหล่านั้น เรียกว่าจากไปเขาก็ยังคิดถึงอยู่ อยากจะมาอีก อยากจะไปเยี่ยมอีก อยากจะไปพบอีกอะไรทำนองนั้น เพราะฉะนั้นนี่เรียกว่าใครมีธรรมะเหล่านี้ มีคารวะธรรมเหล่านี้ ย่อมเป็นผู้เจริญ ไม่สงวนเฉพาะพระภิกษุเท่านั้นนะ ฆราวาสญาติโยมก็สามารถนำไปใช้ได้ เรียกว่าอยู่กันด้วยความเคารพ อยู่กันด้วยความรู้จักยกย่อง อยู่กันด้วยความเอื้อเฟื้อ อยู่กันด้วยความเห็นอกเห็นใจกันซึ่งกันและกัน เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ประเสริฐแท้ๆ เจริญพร

-พระมหาบุญนำ อคฺคธมฺโม-

วัดชลประทานรังสฤษดิ์ นนทบุรี

unnamed-3


Share Button