กามเป็นอุปสรรคตัวต้นของสมาธิ

คนเราเกิดมาในกามภพ ร่างกายจิตใจตกอยู่ในกามภูมิ มีกามารมณ์เป็นอาหารหล่อเลี้ยง แม้ร่างกายนี้ก็ได้วัตถุกามมาเป็นเครื่องปรนเปรอ ถ้าไม่มีปัญญารู้เท่าเข้าใจตามเป็นจริงแล้ว ก็ไม่สามารถจะหลุดพ้นจากเครื่องผูกของกามได้

ชาวโลกิยชนนี้ พระพุทธองค์ทรงอุปมาเหมือนนกติดข่ายของนายพราน ซึ่งน้อยตัวนักที่จะหลุดพ้นไปได้ โลกิยชนเราก็เช่นกัน น้อยคนนักจะหลุดพ้นจากเครื่องผูกของกามไปได้

ประการหนึ่ง เหมือนอย่างว่าเต่ากับปลาสองสหาย เต่าเป็นทั้งสัตว์น้ำและสัตว์บก ได้พูดเรื่องภูมิประเทศเหตุการณ์บนบกให้ปลาฟัง ว่าเป็นที่สวยสดงดงามและอุดมสมบูรณ์ด้วยอาหารนานาชนิด

แม้เต่าจะชี้แจงให้ฟังสักเท่าไร แต่ปลาเป็นสัตว์น้ำไม่เคยเห็นบนบก ก็ไม่ยอมเชื่อ ด้วยเข้าใจว่า ในพิภพนี้มีแต่น้ำเท่านั้น หามีบนบกอยู่ด้วยไม่

ข้อนี้ฉันใด กามเป็นเครื่องเศร้าหมองของใจ ผู้ตกอยู่ในอำนาจของกามก็ฉันนั้น ย่อมไม่รู้เห็นสัจธรรมได้ ถึงจะมีผู้ชี้โทษให้เห็นว่า กามเป็นของมีโทษมาก มีคุณน้อย ก็ไม่ยอมรับรู้ทั้งนั้น เพราะเห็นกามเป็นคุณ ซึ่งเรียกว่า “กามคุณ” เมื่อกามให้โทษทั้งที่เผ็ดร้อนแสนสาหัส น่าจะเห็นว่ากามลงโทษ แต่กลับเห็นไปว่า สิ่งอื่นให้โทษก่อน

กามคุณ มีอยู่ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ผู้ตกอยู่ในอำนาจของกามแล้ว ย่อมลุ่มหลงมัวเมาติดอยู่ในกามคุณ ๕ นี้ว่า เมื่อกามคุณ ๕ นี้ยังมีอยู่ สามารถอำนวยประโยชน์สุขแก่ตนได้ หรือกามคุณ ๕ นี้ดับหายไป ก็ยังหวังว่าจะได้มาอีก

ดังนั้น สัตว์ตายแล้วจึงต้องเกิดอีก เพราะความหวังติดใจในกามคุณ ๕ ยังมีเชื้อเหลืออยู่ เป็นอันว่าผู้ตกโคลน เอาโคลนมาล้างจะสะอาดได้ไฉน เมื่อจิตขุ่นมัวด้วยกิเลสแล้ว ย่อมเข้าถึงสมาธิไม่ได้

อันจิตที่เป็นสมาธินั้น ต้องเป็นจิตสะอาดปราศจากกิเลสมีกามฉันทะ เป็นต้น

558000002576502       ข้อนี้พึงเห็นได้ในองค์ฌาน ๕ เป็นตัวอย่าง คือ ผู้จะเข้าถึงฌานได้ ต้องละนิวรณ์ ๕ ด้วยองค์ฌาน ๕ คือ
• ละกามฉันทะ ความพอใจในกาม ด้วยเอกัคคตา
• ละพยาบาทด้วยปีติ
• ละถีนมิทธะด้วยวิตก
• ละอุทธัจจกุกกุจจะด้วยสุข
• ละวิจิกิจฉาด้วยวิจาร

เมื่อพิจารณาดูตามนี้จะเห็นได้ว่า กามเป็นอุปสรรคตัวต้น ที่เข้าขัดขวางไม่ให้จิตเป็นสมาธิได้

ที่จริงกามได้แสดงอาการให้จิตฟุ้งซ่านอยู่แล้ว ขณะที่จิตพอใจในวัตถุอันน่าใคร่ ซึ่งเรียกว่าวัตถุกาม ก็ถูกกิเลสเป็นเหตุใคร่ ซึ่งเรียกว่ากิเลสกาม เข้าครอบงำ

สิ่งที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจย่อมมีอยู่ครบถ้วน เมื่อประสบสิ่งอันไม่น่าพอใจ จิตก็เกิดปฏิฆะ โทสะ พยาบาท ขณะที่จิตมีปฏิฆะ โทสะ พยาบาท อยู่นั่นเอง ความฟุ้งซ่านและรำคาญต้องตามมา ความง่วงงุนซบเซาหาวนอนก็ประดังมา เป็นเหตุให้เกิดความลังเลตัดสินใจอะไรลงไปไม่ได้ แม้จะตัดสินลงไปแล้วก็ไม่เป็นอันตัดสิน ผลก็คือความกลุ้มใจ นำให้ฟุ้งซ่านไปตามอารมณ์ต่างๆ ท่านจึงสอนให้อบรมจิตให้เป็นสมาธิ เพื่อละกิเลสเหล่านี้เสีย แล้วก็จะได้รับความสุขที่แท้จริง

จริงอยู่ คนเราที่เกิดมาในกามภพ ติดอยู่ในกามภูมิ มีกามารมณ์เป็นเครื่องหล่อเลี้ยง เมื่อคิดดูแล้วน่าหนักใจในอันจะละกามให้ออกห่างไกล จนจิตไม่ติดชุ่มแช่อยู่ในกามารมณ์ และเห็นโทษเบื่อหน่ายถอนตัวออกได้เด็ดขาด เป็นอนาลโย สิ้นอาลัยห่วงใยนั้น ไม่น่าจะเป็นไปได้เลย

แต่ผู้ปฏิบัติที่ตั้งใจมุ่งมั่นดำเนินตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า จนเข้าถึงสัจธรรม ความหนักใจจะกลายเป็นความเบาใจไป และความสงสัยว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ ก็จะหมดสิ้นไป เพราะสัจธรรมเป็นนิยยานิกธรรม นำให้ผู้ปฏิบัติถูกต้อง ลุถึงผลที่ประสงค์ได้

พึงทราบว่า รูปกายของคนเราเป็นวิบากขันธ์ จะสมประกอบหรือไม่สมประกอบ ก็จะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ส่วนใจที่เข้าอาศัยรูปกายเป็นเรือนอยู่ เมื่อยังไม่รู้ความจริงของรูปกาย ก็จะอนุวัตไปตาม และเข้ายึดครองด้วยอำนาจกิเลส

แต่เมื่อได้รับอบรมให้รู้ให้ฉลาดขึ้นพอตัวแล้ว ก็จะเห็นเป็นแต่สักว่าเครื่องอาศัย ไม่เข้ายึดครองด้วยอำนาจกิเลส พึงเห็นพระอริยเจ้าเป็นตัวอย่าง คือ ท่านอาศัยรูปกายนี้เองบำเพ็ญบารมี จนได้บรรลุโลกุตรธรรม และยังต้องอาศัยรูปกายนี้เป็นวิหารธรรมเครื่องอยู่อีก

กาม อุปมาเหมือนกับน้ำท่วมทับกายและใจของสัตว์อยู่ตลอดเวลา คนผู้ลุ่มหลงมัวเมาเหมือนกับปลา ผู้มีสติสัมปชัญญะเหมือนกับเต่า ซึ่งเป็นทั้งสัตว์บกและสัตว์น้ำ จะไม่ลงไปอยู่ในน้ำเสียเลย ก็ยังพอมีความสุขดำรงชีวิตอยู่ได้ไม่ตาย

เหมือนฆราวาสผู้หมกมุ่นในกาม ถ้าไม่เห็นว่ากามเป็นอุปสรรคของสมาธิ ก็ไม่อาจพรากจิตออกจากกามและอบรมจิตให้เป็นสมาธิได้

แต่เมื่อเห็นว่ากามเป็นอุปสรรคของสมาธิ และรู้ว่าจิตเพียงอาศัยรูปกายอันเป็นวิบากขันธ์ จิตมิใช่รูปกาย รูปกายไม่ใช่จิต แล้วพยายามหาโอกาสออกจากกาม เช่น รักษาอุโบสถ เป็นต้น ปลีกตนออกจากกาม อบรมสมาธิฝึกฝนจิต ให้สงบสงัดจากกามและกิเลสทั้งหลายเป็นครั้งคราว เมื่อปฏิบัติบ่อยๆ ก็สามารถพรากจิตออกจากกามได้แน่นอน

ควรถือภาษิตว่า “น้ำมากมาปลากินมด น้ำลดหมดมดได้กินปลา” แต่ขณะเราอยู่ในฐานะเป็นปลา ก็อย่าคอยท่ากินแต่มดเมื่อน้ำหลากมา หรือถึงคราวเป็นมด ก็ต้องอย่าคอยท่ากินแต่ปลาเมื่อน้ำแห้งแล้ว

(ส่วนหนึ่งจากหนังสือ “โมกขุบายวิธี”)

(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 171 มีนาคม 2558 โดย พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย)

Share Button